เกษตรอัจฉริยะ
โดยทั่วไป เกษตรกรส่วนใหญ่มักเริ่มต้นฤดูทำนาปลูกข้าวนาปี ตั้งแต่ช่วงเดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป จากนั้นจะเริ่มทยอยเก็บเกี่ยวข้าว ตั้งแต่ช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน -ธันวาคม -มกราคม ของทุกปี ซึ่งฤดูเก็บเกี่ยวข้าว เป็นโอกาสทองในการสร้างรายได้ ของผู้ประกอบการธุรกิจรถเกี่ยวข้าวรับจ้างที่ช่วยให้ชาวนาเก็บเกี่ยวได้รวดเร็วทันใจ ฤดูเก็บเกี่ยวในภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รถเกี่ยวข้าวจะมีคิวงานแน่นตลอด 24 ชั่วโมง ข้อดีของอาชีพรถเกี่ยวข้าวคือ ทำได้รายได้สูงในช่วงเวลาสั้นๆ มีรายได้เฉลี่ย 500-700 บาทต่อไร่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพื้นที่และสภาพข้าวเป็นหลัก หากเผชิญภาวะอากาศแปรปรวน เจอปัญหาต้นข้าวล้มก็เกี่ยวได้ช้าลง รถเกี่ยวข้าวหนึ่งคันสามารถสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ แต่ต้องแลกด้วยการทำงานแข่งกับเวลา แถมมีปัจจัยความเสี่ยงเรื่องต้นทุนค่าน้ำมัน ความเสี่ยงเครื่องจักรชำรุดและการบำรุงรักษาเครื่องจักรที่มีต้นทุนสูง นวัตกรรมเครื่องเกี่ยวนวดข้าวคูโบต้า ฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าวค่อนข้างสั้นประมาณ 30-45 วัน ระหว่างเดือนตุลาคม-มกราคมของทุกปี ความสำเร็จของอาชีพรถเกี่ยวข้าวรับจ้างไม่ได้อาศัยแค่ความขยัน แต่ต้องมีรถเกี่ยว
เมื่อพูดถึงระบบโลจิสติกส์ หลายคนจะเห็นภาพของการบริหารจัดการรถบรรทุกหรือการขนส่งวัตถุดิบจากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่งเท่านั้น แต่ในอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล ระบบโลจิสติกส์คือกลไกสำคัญที่มีผลต่อคุณภาพวัตถุดิบ ประสิทธิภาพการผลิต รวมถึงต้นทุนและผลกำไรตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพราะทุกชั่วโมงหลังจากอ้อยถูกตัดจะเกิดการสูญเสียค่าน้ำหนักและค่าความหวานของอ้อย ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อรายได้ของเกษตรกรและผลผลิตน้ำตาลของโรงงานอุตสาหกรรม ความท้าทายนี้จึงก่อให้เกิดความร่วมมือระหว่าง บริษัท น้ำตาลมิตรผล จำกัด และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) นำโดยศูนย์ความเป็นเลิศด้านโลจิสติกส์ (LOGEX) เพื่อพัฒนาระบบบริหารจัดการโลจิสติกส์อ้อยขาเข้า ให้กับโรงงานน้ำตาลมิตรภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ ในปี 2556 และขยายผลไปสู่โรงงานน้ำตาลในเครือมิตรผลทั้ง 8 แห่งทั่วประเทศ ก่อนต่อยอดสู่การบริหารจัดการข้อมูลตลอดห่วงโซ่อุปทานอย่างมีประสิทธิภาพ ผศ.ดร.พงษ์ชัย อธิคมรัตนกุล ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านโลจิสติกส์ (LOGEX) มจธ. กล่าวว่า “การพัฒนาโลจิสติกส์สำหรับอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลไม่ใช่เพียงการบริหารจัดการรถขนส่ง แต่คือการออกแบบระบบที่
อากาศที่ร้อนขึ้น ฝนที่ตกไม่ตรงฤดู และภัยแล้งที่ยาวนานกว่าเดิม ไม่ใช่เรื่องของการคาดเดาอีกต่อไป เพราะวันนี้โลกกำลังใช้ข้อมูลจากอวกาศมาช่วยมองเห็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้าหลายประเทศนำข้อมูลดาวเทียมมาวิเคราะห์สภาพภูมิอากาศเพื่อเตรียมรับมือ ขณะที่ประเทศไทยเองก็ใช้เทคโนโลยีเดียวกันในการเฝ้าระวังภัยแล้งและติดตามผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับภาคการเกษตร ก่อนที่ความเสียหายจะเกิดขึ้นจริงในแปลงของเกษตรกร หนึ่งในหน่วยงานที่ทำงานอยู่เบื้องหลังข้อมูลเหล่านี้ คือ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA โดย คุณวรนุช จันทร์สุริย์ นักภูมิสารสนเทศชำนาญการพิเศษ อธิบายว่า การติดตามปรากฏการณ์เอลนีโญของไทย ไม่ได้อาศัยเพียงการพยากรณ์อากาศเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยงานระดับโลกเข้ากับข้อมูลดาวเทียม เพื่อประเมินสถานการณ์และแจ้งเตือนให้ประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกร เตรียมพร้อมรับมือได้ล่วงหน้า คุณวรนุช เล่าว่า GISTDA อ้างอิงข้อมูลจาก NOAA (National Oceanic and Atmospheric Administration) หรือองค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นหน่วยงานที่หลายประเทศ รวม
ในยุคที่ภาคการเกษตรกำลังปรับตัวเข้าสู่ “เกษตรแม่นยำ” (Precision Agriculture) เทคโนโลยีการให้ปุ๋ยผ่านระบบน้ำ (Fertigation) กลายเป็นหนึ่งในแนวทางที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง เพราะสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ย ลดต้นทุน และยกระดับคุณภาพผลผลิตได้อย่างชัดเจน การให้ปุ๋ยในระบบน้ำ (Fertigation) คือ วิธีการให้ปุ๋ยอีกวิธีหนึ่ง เป็นการให้ปุ๋ยร่วมกับการให้น้ำในระบบเดียวกัน โดยผสมปุ๋ยที่ละลายน้ำได้หมดลงไปในระบบน้ำ ตั้งแต่การให้น้ำในระบบน้ำหยด (Drip Irrigation) หรือ ระบบมินิสปริงเกลอร์ (Mini Sprinkler) เมื่อพืชได้รับน้ำก็จะเป็นตัวนำพาธาตุอาหารไปยังรากพืชโดยตรง จึงทำให้ต้นพืชได้รับทั้งน้ำและธาตุอาหารในปริมาณที่เหมาะสมอย่างต่อเนื่องในเวลาเดียวกัน นอกจากนี้ ยังสามารถใส่สารเคมีป้องกันศัตรูพืชลงไปในระบบนี้ได้ด้วยเช่นกัน การใหัปุ๋ยในระบบน้ำ (Fertigation) ดียังไง? คำตอบคือระบบนี้เป็นการผสมผสานระหว่างการให้น้ำและการให้ปุ๋ยในคราวเดียวกัน ผ่านระบบน้ำหยดหรือมินิสปริงเกลอร์ ช่วยให้พืชได้รับน้ำและธาตุอาหารในปริมาณที่แม่นยำ สม่ำเสมอ และสอดคล้องกับช่วงการเจริญเติบโต ซึ่งไม่เพียงเพิ่มประสิทธิภา
เกษตรยั่งยืน
ถั่วเหลือง เป็นพืชที่พบในประเทศจีน เมื่อเกือบ 5,000 ปีที่แล้ว บริเวณลุ่มแม่น้ำเหลือง จากนั้นแพร่กระจายพันธุ์ไปยังประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีก่อนเข้าสู่ยุโรปและอเมริกา ถั่วเหลือง เป็นอาหารโปรตีนชั้นยอดสำหรับวัว อเมริกามีพื้นที่การปลูกถั่วเหลืองและผลผลิตมากที่สุดในโลก ประเทศไทย เริ่มปลูกถั่วเหลืองกันกว่า 200 ปีแล้ว สันนิษฐานว่าเมล็ดพันธุ์ได้มาจากชาวจีนที่อพยพเข้ามาสู่ประเทศไทย สมัยต้นรัตนโกสินทร์ ต่อมาในปี พ.ศ. 2503 หน่วยงานของรัฐได้มีการปรับปรุงพันธุ์ถั่วเหลืองให้เหมาะสมกับภูมิอากาศบ้านเรา เช่น พันธุ์สุโขทัย 1-3 พันธุ์นครสวรรค์ 1 พันธุ์เชียงใหม่ 60 พันธุ์ สจ.4 และ สจ.5 ปัจจุบันนี้ การผลิตถั่วเหลืองยังไม่เพียงพอต่อความต้องการทำให้มีการนำเข้าถั่วเหลืองจากต่างประเทศมาบริโภคในครัวเรือนและส่วนใหญ่นำเข้ากากถั่วเหลืองมาเพื่อผลิตอาหารสัตว์ พื้นที่ปลูกในประเทศจะเป็นภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนจะเป็นพื้นที่ที่เหมาะกับการปลูกถั่วเหลืองมากที่สุดเนื่องจากอากาศค่อนข้างเย็นกว่าภาคอื่น ถึงแม้ว่าถั่วเหลืองไม่ใช่พืชบ้านเรา แต่ก็มีการนำถั่วเหลืองมาใช้บริโภคกันอย่างแพร่หลาย เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำนมถ
ช่วงสายวันหนึ่ง เราเดินทางจากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 304 วิ่งผ่านอำเภอพนมสารคาม เดินทางต่อด้วยทางหลวงหมายเลข 3259 ไปยังอำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยมีเป้าหมายปลายทางอยู่ที่ “สวนป่าลาดกระทิง” ขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) สวนป่าลาดกระทิง สวนป่าลาดกระทิง เดิมเป็นสวนป่าที่อยู่ภายใต้การดำเนินงานของ บริษัท ไม้อัดไทย จำกัด ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ แควระบม-สียัด เริ่มดำเนินการปลูกป่าในปี 2511 และตั้งแต่ปี 2519 เป็นต้นมา บริษัท ไม้อัดไทย จำกัด ได้รับอนุมัติให้นำเงินค่าปลูกป่าตามเงื่อนไขสัมปทานจากแหล่งอื่นมาดำเนินการปลูกสร้างสวนป่าทดแทนในพื้นที่โครงการปลูกสร้างสวนป่าลาดกระทิง ปลูกสร้างสวนป่าทดแทนในพื้นที่โครงการปลูกสร้างสวนป่าลาดกระทิง โดยได้ปลูกสร้างสวนป่าตามเงื่อนไขสัมปทานเรื่อยมาจนถึงปี 2532 การปลูกป่าในลักษณะนี้ก็ได้หยุดลง เนื่องจากในปี 2532 รัฐบาลประกาศให้ยกเลิกสัมปทานทำไม้ (ป่าบก) จึงมีเพียงการปลูกและบำรุงรักษาสวนป่าเดิมให้เป็นไปตามพันธกรณีเท่านั้น ปัจจุบันงานสวนป่าลาดกระทิง เป็นสวนป่าโครงการที่ 6 สังกัดองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้เขตศรีราชา องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ ภาค
ประเทศไทย มีไผ่หลายพันธุ์หลายชนิด ไผ่จัดอยู่ในประเภทพืชยืนต้น โดยต้นไผ่จะมีลักษณะที่โดดเด่นเป็นที่จดจำได้ง่าย ตรงที่ตัวลำต้นจะแตกออกเป็นกอไม้พุ่มเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ ซึ่งในกอหนึ่งมีประมาณ 20-25 ต้น ลำต้นมีความสูงประมาณ 5-15 เมตร ลักษณะลำต้นเป็นข้อปล้องตลอดลำ เนื้อผิวเกลี้ยงแข็งมีสีเขียวหรือเหลืองแถบเขียว ใบเป็นใบเดี่ยว ไผ่หม่าจู พระเอกของสวน คุณณรงค์ ไทยเจริญ เจ้าของสวนไผ่ อยู่บ้านเลขที่ 73/3-4 หมู่ที่ 1 ตำบลดีลัง อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี เป็นหนึ่งในเกษตรกรที่มีความชื่นชอบในเรื่องของต้นไผ่เป็นอย่างมาก โดยเขาใช้ที่ดิน จำนวน 22 ไร่ ในการปลูกไผ่เกือบทั้งหมด ซึ่งจะมีไผ่ จำนวน 3 พันธุ์ ที่คุณณรงค์เลือกปลูกคือ ไผ่หม่าจู ไผ่รวก และไผ่เลี้ยง คุณณรงค์ ได้ให้เหตุผลถึงการเลือกปลูกไผ่หม่าจูว่า เป็นไผ่สายพันธุ์ที่สามารถใช้ประโยชน์ได้ทั้งจากหน่อและลำต้น โดยลำต้นสามารถนำไปทำเป็นเฟอร์นิเจอร์ โต๊ะ เตียง หรืออื่นๆ ที่สามารถใช้เป็นส่วนประกอบโครงสร้างต่างๆ ในส่วนของหน่อไม้พันธุ์หม่าจูก็นำมาประกอบอาหารได้ เพราะจะมีรสชาติที่หวานกรอบอร่อย ไม่มีขม เพราะถูกจัดอยู่ในตระกูลไผ่หวาน มีสีเนื้อที่ขาวปราศจากสารฟอก
ในวันที่โลกกำลังเผชิญความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภาคการเกษตรกลายเป็นหนึ่งในภาคส่วนที่ถูกจับตามองมากขึ้น โดยเฉพาะการผลิตข้าวซึ่งเป็นอาหารหลักของประชากรโลก แม้ว่าข้าวจะเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญ แต่ในอีกด้านหนึ่ง นาข้าวก็เป็นแหล่งปล่อยก๊าซมีเทนที่สำคัญเช่นกัน ด้วยเหตุนี้ แนวคิดการผลิต “ข้าวคาร์บอนต่ำ” จึงได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง เพราะไม่เพียงช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และสร้างโอกาสทางการตลาดใหม่ให้กับเกษตรกรในอนาคต คุณสมควร ปานเถื่อน ประธานศูนย์ข้าวชุมชนทุ่งลำลูกกา อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี เป็นหนึ่งในเกษตรกรต้นแบบ ที่นำแนวคิดการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำมาปรับใช้ในแปลงนา ผ่านการผสานองค์ความรู้ทางวิชาการเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ตั้งแต่การปรับระดับพื้นที่นา การใช้โดรน การจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง การวิเคราะห์ดิน ไปจนถึงการใช้ข้อมูลจากเทคโนโลยีอวกาศเพื่อช่วยวางแผนการผลิต เลเซอร์-โดรน ยกระดับนาคาร์บอนต่ำ ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต คุณสมควร เล่าให้ฟังว่า จุดเริ่มต้นสำคัญของการทำนาคาร์บอนต่ำ คือการเตรียมแปลง
