Exclusive
ถ้าพูดถึง “พืชทำเงิน” ในสวน หลายคนอาจนึกถึงทุเรียน มะม่วง หรือพืชเศรษฐกิจ แต่รู้ไหมว่า…ใต้ดินในแปลงผักบ้านๆ ของเรามีพืชหน้าตาธรรมดา ที่ทำเงินไว้แบบเงียบๆ นั่นคือ ‘กระชาย’ ปัจจุบันตลาดพืชสมุนไพรไทยกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งในประเทศและตลาดส่งออก โดยเฉพาะกลุ่มสมุนไพรที่ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น นอกจากขมิ้นชันแล้ว “กระชาย” นับเป็นพืชสมุนไพรอีกชนิดที่กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมาก หากรู้จักแปรรูปก็สามารถเพิ่มมูลค่าได้หลายเท่าตัว วันนี้ เทคโนโลยีชาวบ้าน ขอพาไปบุกสวนกระชายสุดจี๊ดแห่งหนึ่งในพื้นที่ จังหวัดนครปฐม ไปล้วงเทคนิคทำเงินใต้ดินจากเกษตรกรตัวจริงเสียงจริงอย่าง คุณชัยนรินท์ ภูวดลแสงวิจิตร์ หรือที่หลายคนรู้จักกันดีในชื่อ เฮียอ้าท กระชายซิ่ง ที่จะมาเปิดมุมมองและเทคคิคการวางแผนการปลูก ที่สามารถต่อยอดเป็นรายได้ก้อนโตได้ หากปลูกเป็น วางแผนถูก และทำตลาดให้ตรงจุด คำถามสำคัญคือ ระหว่างที่ยังไม่ถึงวันเก็บผลผลิตกระชาย เฮียมีการวางแผนการปลูกและจัดการรายได้ในสวนอย่างไร และมี “เจ้าภาพ” ที่เป็นต้นทุนในการปลูก ส่วนกระชายนั้นคือ“เงินที่ฝังไว้ใต้ดิน” ตามไปไขเคล็ดลับวิธ
ในวันที่ผู้บริโภคทั่วโลกเริ่มมองหาอาหารที่มีทั้งคุณค่าทางโภชนาการ เรื่องราว และตัวตนของแหล่งผลิต “ข้าวก่ำ” ข้าวเหนียวดำพื้นเมืองของไทย กำลังกลับมามีบทบาทอีกครั้งในฐานะมากกว่าอาหารจานหนึ่ง หากแต่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่บอกเล่าภูมิปัญญาของผู้คนจากรุ่นสู่รุ่น ทุกเมล็ดที่มีสีแดงก่ำหรือม่วงดำซ่อนคุณค่าของสารแอนโทไซยานิน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระตามธรรมชาติ แต่เหนือกว่าคุณค่าด้านสุขภาพ คือเรื่องราวของผู้คนที่เลือกอนุรักษ์สิ่งซึ่งเกือบเลือนหาย ให้กลับมาเป็นความภาคภูมิใจของบ้านเกิดอีกครั้ง หนึ่งในคนที่ลุกขึ้นมาทำภารกิจนี้ คือ คุณต้วนยี่-ธีระนันท์ ใจคำ ประธานวิสาหกิจชุมชนไบโอแบล็ค จังหวัดพะเยา หลังตัดสินใจกลับบ้านเกิดเพื่อทำอาชีพเกษตร โดยไม่ได้มองหาพืชเศรษฐกิจที่กำลังเป็นกระแส แต่กลับเลือกเดินตามรอยภูมิปัญญาท้องถิ่น ด้วยความเชื่อว่าพืชพื้นเมืองที่มีอัตลักษณ์ชัดเจน สามารถสร้างทั้งรายได้และความเข้มแข็งให้ชุมชนได้ หากได้รับการพัฒนาอย่างถูกทิศทาง “ข้าวก่ำ” มรดกภูมิปัญญา ที่ไม่ควรเลือนหาย ข้าวเหนียวดำ หรือที่ชาวล้านนาและชาวอีสานเรียกว่า “ข้าวก่ำ” เป็นชื่อที่เรียกตามสีของเมล็ดซึ่งมีล
ผู้เขียน : คัคน ญานะวงศ์ษา ในยุคที่หลายคนมองหาอาชีพเสริมและช่องทางสร้างรายได้ใหม่ๆ “พืชพื้นบ้าน” ที่เคยถูกมองข้าม อาจกลายเป็นโอกาสทางธุรกิจที่ใครหลายคนคาดไม่ถึง วันนี้ เทคโนโลยีชาวบ้าน จะพาไปทำความรู้จักกับเรื่องราวของ “คุณวิภารัตน์ พลเสนา (คุณแอ๋ว)” หญิงแกร่งเจ้าของธุรกิจรับซื้อและแปรรูป “เพกา” สมุนไพรไทยพื้นบ้าน ที่สามารถต่อยอดสู่ตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศจีน สร้างรายได้หลักแสนบาทต่อปี จุดเริ่มต้นจาก “ศูนย์” ที่ไม่มีใครมองเห็นค่าของ “เพกา” ก่อนจะมาถึงจุดนี้คุณแอ๋วไม่ได้เริ่มต้นจากเพกา แต่ทำธุรกิจสมุนไพรทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นมะกรูด ดอกอัญชัน กระเจี๊ยบ หรือตะไคร้ เป็นต้น ซึ่งถือเป็นสินค้าที่มีอยู่ในตลาดอยู่แล้ว จนกระทั่งมีโอกาสได้รู้จัก “เพกา” จากการติดต่อของลูกค้ารายหนึ่ง ที่ต้องการสินค้าส่งออกไปยังประเทศจีน จุดนั้นเองที่ทำให้เธอเริ่มมองเห็น “โอกาส” ในสิ่งที่คนอื่นมองข้าม แม้ในช่วงแรกจะยังไม่มีความรู้ ไม่มีประสบการณ์ และไม่แน่ใจในตลาด แต่ด้วยความกล้าลอง เธอเริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ ด้วยการหาซื้อเพกาจากชาวบ้าน และทดลองนำมาตากแห้ง จากเสียงดูถูก…สู่แรงผลักดัน การเริ่มต้นธุรกิจใหม่ไม่ใช่เรื่อง
ท่ามกลางกระแสโลกที่ผู้บริโภคไม่ได้มองหาเพียงอาหารที่ปลอดภัย แต่ยังให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม ความยั่งยืน และเรื่องราวเบื้องหลังของวัตถุดิบ ประเทศเล็กๆ บนเทือกเขาหิมาลัยอย่าง “ภูฏาน” กลับกลายเป็นหนึ่งในต้นแบบที่ได้รับการจับตามองจากทั่วโลก แม้จะมีพื้นที่เกษตรไม่มาก ไม่ได้ผลิตสินค้าในปริมาณมหาศาล และไม่ได้แข่งขันด้วยต้นทุนต่ำ แต่กลับสามารถสร้างมูลค่าให้สินค้าเกษตรได้อย่างน่าทึ่ง เพราะสิ่งที่ภูฏานนำเสนอไม่ใช่เพียงผัก ผลไม้ หรือข้าวอินทรีย์ หากเป็นวิถีชีวิตที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติ ความสมดุลของระบบนิเวศ และปรัชญาความสุขมวลรวมประชาชาติ (Gross National Happiness : GNH) ที่หล่อหลอมอยู่ในทุกขั้นตอนของการผลิต อาจารย์ขาบ-สุทธิพงษ์ สุริยะ นักปั้นแบรนด์และนักออกแบบภาพลักษณ์ธุรกิจอาหาร ภาคการเกษตร และการท่องเที่ยวเกษตรยั่งยืน แห่ง Karb Studio เจ้าของรางวัลออสการ์อาหารโลก Gourmand Awards ต่อเนื่องกว่า 20 ปี รวม 27 รางวัล และผู้ขับเคลื่อนแนวคิด “Local สู่ เลอค่า” ถ่ายทอดมุมมองจากการศึกษาแนวทางของภูฏานว่า ประเทศแห่งนี้กำลังพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า การเกษตรสามารถสร้างคุณค่ามากกว่าการผลิตอาหาร หากสามารถเชื่อมโย
ทุกวันนี้ผู้คนพูดถึงการทำเกษตรที่สร้างมูลค่าเพิ่มกันมากขึ้น แต่คำว่า “มูลค่าเพิ่ม” ไม่ได้หมายถึงการทำให้สินค้าราคาแพงขึ้นเท่านั้น หากหมายถึงการมองเห็นคุณค่าที่ซ่อนอยู่ในสิ่งธรรมดา แล้วค่อยๆ ใช้เวลา ความรู้ และความอดทน เปลี่ยนให้กลายเป็นสิ่งที่ผู้คนพร้อมจ่ายเพื่อครอบครอง “ไม้กฤษณา” คือหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด เพราะกว่าจะได้กลิ่นหอมเพียงไม่กี่หยด ต้องใช้เวลานับ 10 ปี และกว่าจะเข้าใจคุณค่าของต้นไม้ชนิดนี้ หลายคนอาจต้องเดินเข้าไปสัมผัสด้วยตัวเอง จึงจะรู้ว่าของแพงที่สุด บางครั้งไม่ได้เกิดจากความหายากเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากเรื่องราวที่เติบโตมาพร้อมธรรมชาติ “เราเป็นวิสาหกิจชุมชนไม้กฤษณา ที่รวมกลุ่มเกษตรกรปลูกไม้เบญจพรรณและไม้เศรษฐกิจในพื้นที่ของตัวเอง ปลูกกันมาเกือบ 30 ปีแล้ว ไม้กฤษณาเป็นหนึ่งในนั้น และวันนี้มันกลายเป็นไม้ที่สร้างทั้งรายได้และอาชีพให้กับพวกเรา” คุณเต็ก-ศุภเศรษฐ์ กิตติพล เจ้าของ “มีสุขฟาร์ม ผืนป่ากฤษณา” จังหวัดระยอง เริ่มต้นเล่าถึงเส้นทางของชุมชนที่ไม่ได้ปลูกกฤษณาเพียงเพื่อขายไม้ แต่ปลูกเพื่อสร้างระบบนิเวศ สร้างอาชีพ และ
เมื่อก่อนใครจะซื้อของสด ต้องนึกถึง ตลาดคลองเตย ไม่ว่าจะมาจากพระประแดง สุขสวัสดิ์ หรือพื้นที่ใกล้เคียง ต่างก็แวะมาซื้อของที่นี่ แต่ทุกวันนี้ไม่เหมือนเดิม มีตลาดค้าส่งเปิดใหม่หลายแห่ง บางที่ขายถูกกว่า เดินทางสะดวกกว่า ทำให้การแข่งขันหนักขึ้นทุกปี หลายคนรู้จัก “เจ๊นิดคลองเตย” ผ่านคลิปสั้นบน TikTok ที่มักพูดเรื่องการค้าขาย การใช้เงิน และการสร้างตัวแบบเข้าใจง่าย ด้วยภาษาตรงไปตรงมา จนกลายเป็นคอนเทนต์ที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก แต่เบื้องหลังความสำเร็จบนโลกออนไลน์นั้น คือประสบการณ์ชีวิตที่สั่งสมมานานกว่าหลายสิบปี จากแม่ค้าธรรมดาในตลาดคลองเตย สู่เจ้าของธุรกิจที่ขยายกิจการได้ถึง 7 สาขา สิ่งที่ทำให้เรื่องราวของเจ๊นิดแตกต่าง ไม่ใช่เพียงยอดวิวหรือชื่อเสียงบนโซเชียล แต่เป็นบทเรียนชีวิตที่เกิดจากการลงมือทำจริง ผ่านทั้งช่วงเวลาที่ธุรกิจเติบโตและวันที่ต้องเผชิญกับความล้มเหลว ก่อนจะนำประสบการณ์เหล่านั้นมาต่อยอดเป็นคำแนะนำให้คนรุ่นใหม่ที่กำลังมองหาโอกาสสร้างรายได้ วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านได้มีโอกาสพูดคุยกับ ‘เจ๊นิด-พนิดา ณ นคร’ หรือที่ทุกคนรู้จักในชื่อ ‘เจ๊นิด คลองเตย’ แม่ค้าขายของปลีกส่ง ที่โด่งดัง
ในโลกของการทำเกษตรที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งสภาพอากาศที่แปรปรวน ต้นทุนที่ผันผวน และราคาผลผลิตที่ขึ้นลงตามกลไกตลาด เรื่องราวของ คุณอรรณพ อัครนิธิยานนท์ ประธานกรรมการบริหาร เครือแสงทอง–อัครา คือภาพสะท้อนของ “ความกล้า” ที่เปลี่ยนชีวิตจากศูนย์ให้กลายเป็นอาณาจักรธุรกิจปศุสัตว์ครบวงจร และกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนทำเกษตรไทยในยุคใหม่ได้อย่างทรงพลัง คุณอรรณพ เล่าว่า ชีวิตไม่ได้เริ่มต้นจากความพร้อม แต่เริ่มจาก “ความไม่มี” อย่างแท้จริง เพราะเติบโตมาในครอบครัวคนจีนย่านบางซื่อ ที่ต้องดิ้นรนทำมาหากินตั้งแต่ยังเด็ก จากการช่วยครอบครัวทำสวนฝรั่ง ไปจนถึงช่วยแม่ขายเส้นก๋วยเตี๋ยว ซึ่งเป็นธุรกิจดั้งเดิมของครอบครัวที่สืบทอดมาจากรุ่นบรรพบุรุษในประเทศจีน ร้าน “เซ่งท้ง” ไม่เพียงเป็นแหล่งรายได้ แต่ยังเป็นแหล่งบ่มเพาะทักษะชีวิต โดยเฉพาะ “วิชาการขาย” ภาพของเด็กชายที่ต้องตื่นตั้งแต่เช้ามืด พายเรือขายกาแฟและขนมไปตามคลองบางซื่อ พร้อมน้องชายคนรอง โดยตั้งชื่อเรือว่า “แสงทอง” และ “กรุงทอง” อาจดูเป็นเพียงเรื่องเล่าธรรมดา แต่แท้จริงแล้ว นั่นคือรากฐานของความเป็นผู้ประกอบการที่แข็งแกร่ง เพราะคุณอรรณพได้เรียนรู้การอ่
ในวันที่ภาคเกษตรไทยกำลังเผชิญทั้งความท้าทายและโอกาสครั้งใหญ่ ชื่อของ คุณสันติ อาภากาศ CEO & Co-Founder ของ Tastebud Lab และ BIO Buddy กลายเป็นหนึ่งในคนรุ่นใหม่ที่พยายามเชื่อมโลกของ “เกษตร” เข้ากับ “อาหารแห่งอนาคต” อย่างมีทิศทาง โดยไม่ได้มองตัวเองเป็นเพียงผู้ประกอบการ แต่เลือกวางบทบาทเป็น “บัดดี้” หรือเพื่อนร่วมทางของเกษตรกร ผู้ประกอบการ SME และสตาร์ทอัพ ที่ต้องการยกระดับผลผลิตไปสู่ตลาดมูลค่าสูง แนวคิดนี้เริ่มต้นจากการมองปัญหาให้กลายเป็นโอกาส ย้อนกลับไปเมื่อกว่า 10 ปี คุณสันติมองเห็นความเคลื่อนไหวของโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่การบริโภคเพื่อสุขภาพและความยั่งยืน จึงได้ตั้งคำถามว่าเหตุใดผลผลิตทางการเกษตรของไทยที่มีความหลากหลายและมีศักยภาพ จึงยังไม่ถูกต่อยอดไปสู่ตลาดระดับโลกอย่างเต็มที่ คำตอบของคือการขาดการเชื่อมโยงระหว่าง “ต้นน้ำ” อย่างเกษตรกร กับ “ปลายน้ำ” อย่างตลาดและนวัตกรรม “Tastebud Lab จึงถือกำเนิดขึ้นในฐานะแพลตฟอร์มที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อทุกภาคส่วน ตั้งแต่เกษตรกร หน่วยงานวิจัย มหาวิทยาลัย ไปจนถึงหน่วยงานสนับสนุนด้านทุนและตลาด โดยมีเป้าหมายชัดเจนคือ การผลักดันผลผลิตเกษตรไทยไปสู่ระบ
กาแฟหนึ่งแก้วที่หลายคนดื่มในทุกเช้า ไม่ได้วัดกันแค่ความหอมหรือรสชาติ แต่คุณค่าที่แท้จริงเริ่มต้นตั้งแต่เมล็ดกาแฟยังอยู่บนต้น เพราะทุกขั้นตอนตั้งแต่การดูแลแปลง การเก็บเกี่ยว การคัดเลือกผลสุก ไปจนถึงการแปรรูปและการคั่ว ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กาแฟธรรมดากลายเป็นกาแฟคุณภาพ และยิ่งตลาดกาแฟในปัจจุบันเติบโตอย่างต่อเนื่อง ผู้บริโภคก็ยิ่งมองหากาแฟที่มีเอกลักษณ์ มีเรื่องราว และมีมาตรฐานการผลิตที่ชัดเจน “โรบัสต้าไทย” กำลังก้าวขึ้นมาเป็นอีกหนึ่งดาวเด่นที่น่าจับตามอง โดยเฉพาะจังหวัดชุมพร แหล่งผลิตโรบัสต้าที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ซึ่งกำลังเร่งยกระดับคุณภาพเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเกษตรกร และผลักดันกาแฟไทยสู่ตลาดระดับสากล นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กาแฟถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีศักยภาพของประเทศไทย โดยเฉพาะกาแฟโรบัสต้าที่ปลูกในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งมีคุณภาพและรสชาติเป็นเอกลักษณ์ ขณะเดียวกันกรมส่งเสริมการเกษตรยังขยายการส่งเสริมการปลูกไปยังพื้นที่ภาคเหนือบางแห่ง ซึ่งแม้พื้นที่ส่วนใหญ่จะเหมาะกับการปลูกกาแฟอาราบิก้าที่ต้องอยู่บนความสูงมากกว่า 1,000 เมตรจากระด
อีกไม่นานประเทศไทยจะได้เป็นเจ้าภาพจัดงานระดับโลก ที่รวมเอาความงดงามของพืชพรรณ เทคโนโลยีด้านการเกษตร และวัฒนธรรมจากหลายประเทศ มาไว้ในที่เดียว กับ งานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ถึงวันที่ 14 มีนาคม 2570 รวมระยะเวลา 134 วัน ณ พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด ตำบลกุดสระ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ถือเป็นอีกหนึ่งงานสำคัญที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้ท่องเที่ยว เรียนรู้ และสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ ผ่านโลกของพืชสวนและนวัตกรรมด้านการเกษตร พร้อมช่วยสร้างสีสันให้กับการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ขณะนี้การเตรียมความพร้อมของงานมีความคืบหน้าอย่างมาก และพร้อมเกือบสมบูรณ์แล้ว โดยการจัดสวนภายในพื้นที่งานดำเนินการไปได้เกือบ 100% เหลือเพียงสวนขององค์กรภายในประเทศบางส่วน และสวนจากนานาชาติอีก 15 ประเทศ ที่กำลังทยอยเข้ามาดำเนินการจัดแสดง ซึ่งหลายองค์กรได้เริ่มเข้าพื้นที่แล้ว ถือเป็นความคืบหน้าที่สำคัญก่อนการเปิดงานอย่างเป็นทางการ นอกจากพื้นที่จัดแสดงสวนแล้ว อาคารสำคัญภายในงานจำนวน 4-5 หลัง ก็สร้
