Featured เทคนิคเกษตร

ปลูกมันสำปะหลังระบบน้ำหยด จัดการธาตุอาหารแม่นยำ ดันแป้งสูง-ผลผลิตพุ่ง

มันสำปะหลังถือเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญ ที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในหลายพื้นที่ของประเทศ แต่การจะทำให้มันสำปะหลังให้ผลผลิตดีและมีคุณภาพ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลือกพันธุ์เพียงอย่างเดียว เพราะตั้งแต่การเตรียมดิน ท่อนพันธุ์ การให้น้ำ การใส่ปุ๋ย ไปจนถึงการป้องกันโรค ล้วนมีส่วนสำคัญต่อผลผลิตที่จะได้ในช่วงเก็บเกี่ยว

โดยเฉพาะในช่วงที่สภาพอากาศแปรปรวน การรอเพียงน้ำฝนอาจทำให้การเจริญเติบโตของมันสำปะหลังไม่สม่ำเสมอ เกษตรกรบางรายจึงเริ่มนำระบบน้ำเข้ามาช่วยจัดการแปลง ซึ่งระบบน้ำหยดเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่น่าสนใจ เพราะสามารถควบคุมทั้งน้ำและการให้ปุ๋ยได้ตามความต้องการของพืช และหากบริหารจัดการอย่างเหมาะสม ก็ช่วยให้ต้นมันสำปะหลังเติบโตเร็วขึ้นและเก็บเกี่ยวได้ตรงตามช่วงเวลาที่ต้องการ

กรมส่งเสริมการเกษตร เดินหน้าคุมโรคใบด่าง

นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า จังหวัดกาญจนบุรีเป็นหนึ่งในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังสำคัญของไทย โดยได้ติดตามผลการดำเนินงานตาม 6 แนวทางหลัก เพื่อควบคุมและลดพื้นที่การระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลัง

แนวทางสำคัญเริ่มตั้งแต่การเฝ้าระวังและสำรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอทุก 2-4 สัปดาห์ เพื่อค้นหาแหล่งพันธุ์สะอาดและพันธุ์ที่มีความต้านทานโรคไว้รองรับฤดูปลูก รวมถึงการกำจัดแหล่งแพร่ระบาดด้วยการถอนทำลายต้นที่เป็นโรคทันที ขุดหลุมฝังอย่างถูกวิธี และควบคุมแมลงหวี่ขาวยาสูบ ซึ่งเป็นพาหะนำโรค

ขณะเดียวกันยังส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ท่อนพันธุ์สะอาดและพันธุ์ที่มีความทนทานต่อโรค โดยมีการขยายพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังพันธุ์อิทธิ 1 อิทธิ 2 และอิทธิ 3 รวมถึงพันธุ์ทนทาน เช่น เกษตรศาสตร์ 50 ห้วยบง 60 และระยอง 72 เพื่อทดแทนพันธุ์ที่อ่อนแอต่อโรค

อีกเรื่องที่สำคัญคือการควบคุมการเคลื่อนย้ายท่อนพันธุ์ โดยตรวจสอบแหล่งที่มาก่อนนำไปปลูกหรือเคลื่อนย้าย พร้อมสร้างแหล่งพันธุ์สะอาดในชุมชน ทั้งการจัดตั้งธนาคารท่อนพันธุ์และแปลงเรียนรู้ เพื่อให้เกษตรกรมีแหล่งพันธุ์ที่มีคุณภาพและลดความเสี่ยงในการนำโรคเข้าสู่พื้นที่

ใช้พันธุ์สะอาด ลดเสี่ยงโรค 

ในพื้นที่ตำบลหนองบัว อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี คุณสุนีย์ วรรณะ สมาชิกแปลงใหญ่พุประดู่พัฒนา เป็นอีกหนึ่งเกษตรกรที่นำแนวคิดด้านการจัดการมันสำปะหลังเข้ามาปรับใช้ในพื้นที่ของตัวเอง โดยมีพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังประมาณ 8 ไร่

คุณสุนีย์ เล่าว่า ภายในแปลงมีการทดสอบมันสำปะหลังหลายพันธุ์ ทั้งพันธุ์ห้วยบง 60 ระยอง 72 และระยอง 9 เพื่อเปรียบเทียบและดูความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ขณะเดียวกันยังมีการขยายผลการผลิตท่อนพันธุ์มันสำปะหลังสะอาด ซึ่งถือเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการลดความเสี่ยงจากโรคใบด่างตั้งแต่ต้นทาง

นอกจากเรื่องพันธุ์แล้ว ยังมีการทดสอบเทคโนโลยีการป้องกันกำจัดศัตรูพืชแบบผสมผสาน รวมถึงการทดสอบเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มปริมาณเชื้อแป้ง ด้วยการจัดการธาตุอาหารพืชอย่างแม่นยำ ทำให้การปลูกมันสำปะหลังไม่ได้มองเพียงเรื่องผลผลิตต่อไร่ แต่ให้ความสำคัญกับคุณภาพของผลผลิตด้วย

อีกเทคนิคหนึ่งที่นำมาใช้คือการปลูกแบบขยายร่อง โดยกำหนดระยะร่องประมาณ 1.5 เมตร ซึ่งช่วยให้สามารถนำรถไถเข้าไปทำงานในแปลงได้ง่ายขึ้น ทำให้การจัดการพื้นที่และการดูแลแปลงทำได้สะดวกมากขึ้น

สลับปลูกมันสำปะหลัง-อ้อย 

ใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์

คุณสุนีย์ เล่าว่า น้ำถือเป็นปัจจัยสำคัญของการปลูกพืช จึงนำระบบน้ำหยดมาใช้ทั้งในแปลงมันสำปะหลังและอ้อย โดยมีการสลับพืชปลูก ซึ่งมองว่าเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ช่วยลดการสะสมของโรคและช่วยให้การใช้พื้นที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

“จากประสบการณ์เมื่อสลับจากมันสำปะหลังมาปลูกอ้อย อ้อยมีการเจริญเติบโตที่ดี ใบเขียว และให้ผลผลิตมีคุณภาพ หลังจากปลูกมันสำปะหลังแล้ว ในดินยังมีธาตุอาหารบางส่วนเหลืออยู่ เมื่อเปลี่ยนมาปลูกอ้อย จึงช่วยให้พืชสามารถใช้ประโยชน์จากสภาพดินที่ได้รับการจัดการมาแล้วได้” 

แนวคิดดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การทำเกษตรยุคใหม่ไม่ได้มองเฉพาะพืชชนิดเดียว แต่สามารถวางแผนการใช้พื้นที่และระบบน้ำให้รองรับพืชหลายชนิด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดตลอดทั้งปี

น้ำหยด ตัวช่วยเมื่อฝนไม่มาตามนัด

สำหรับระบบน้ำหยด คุณสุนีย์ บอกว่า แม้ช่วงแรกจะมีต้นทุนในการติดตั้งอุปกรณ์ แต่เมื่อใช้งานอย่างต่อเนื่องแล้วถือว่าคุ้มค่ากับการลงทุน โดยเฉพาะพื้นที่ที่ต้องเผชิญกับช่วงฝนทิ้งช่วง เพราะหากต้องรอฝนอย่างเดียว มันสำปะหลังอาจโตช้าและทำให้ระยะเวลาการเก็บเกี่ยวยืดออกไป

การมีระบบน้ำเข้ามาช่วยทำให้สามารถควบคุมปริมาณน้ำและการให้ปุ๋ยได้มากขึ้น เมื่อต้นมันได้รับน้ำและธาตุอาหารอย่างเหมาะสม ก็ช่วยให้เจริญเติบโตได้เร็ว และที่สำคัญคือสามารถวางแผนการเก็บเกี่ยวให้สอดคล้องกับช่วงราคาที่ต้องการได้

แต่ก่อนที่จะเดินระบบน้ำลงแปลง สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญไม่แพ้กันคือการเตรียมดิน เพราะหากโครงสร้างดินไม่เหมาะสม ต่อให้มีน้ำและปุ๋ยที่ดี ก็อาจไม่สามารถดึงศักยภาพของต้นมันออกมาได้เต็มที่

คุณสุนีย์จึงเริ่มเตรียมแปลงตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ โดยใช้ริปเปอร์ 3 ขา หรือ 3-shank ripper เพื่อระเบิดดินดาน ช่วยให้ดินด้านล่างแตกตัว จากนั้นไถพรวนดินให้ลึก ใช้ผาน 3 ไถพรวน และตามด้วยโรตารี่ ก่อนชักร่องให้พร้อมสำหรับการปลูก

เมื่อแปลงพร้อมแล้วจึงเข้าสู่ช่วงปลูกในเดือนมีนาคม

“พอช่วงกุมภาพันธ์เราเตรียมแปลงแล้ว ประมาณกลางเดือนมีนาคม ก็จะทำการปลูก โดยก่อนปลูกจะเดินระบบน้ำหยดให้เรียบร้อย จากนั้นนำท่อนพันธ์มันสำปะหลังที่ปลอดโรคมาปลูกลงบนแปลงที่เตรียมไว้ ระยะปลูกระหว่างต้น 90 เซนติเมตร”

วิธีการดังกล่าวทำให้ระบบน้ำพร้อมทำงานตั้งแต่ต้นฤดูปลูก และที่สำคัญคือใช้ท่อนพันธุ์มันสำปะหลังที่ปลอดโรคเข้ามาปลูก เพื่อลดความเสี่ยงที่จะนำโรคเข้าสู่แปลงตั้งแต่เริ่มต้น

ให้น้ำเป็นรอบ ปลูกมันก็ไม่ต้องรอฝน

หลังจากนำท่อนพันธุ์ลงปลูกแล้ว คุณสุนีย์จะจัดการให้น้ำไปตามรอบที่วางไว้ โดยให้น้ำประมาณ 1 ชั่วโมง จากนั้นเว้นระยะประมาณ 1 สัปดาห์ ก่อนเปลี่ยนไปให้น้ำในร่องอื่น แล้วหมุนเวียนกลับมาจนครบรอบ

การจัดการในลักษณะนี้ช่วยให้ควบคุมการให้น้ำได้ดีกว่าการปล่อยน้ำแบบไม่มีแผน เพราะสามารถกำหนดรอบการให้น้ำให้เหมาะกับสภาพพื้นที่ และความต้องการของต้นมันสำปะหลังได้

นอกจากน้ำแล้ว ปุ๋ยก็เป็นอีกปัจจัยที่ต้องจัดการให้เหมาะกับช่วงอายุของพืช คุณสุนีย์มีการแบ่งการให้ปุ๋ยตามระยะการเจริญเติบโต ตั้งแต่ช่วงที่ต้นมันเริ่มแตกใบ ไปจนถึงช่วงสร้างผลผลิต

“การให้ปุ๋ยของที่นี่ ช่วงแรกที่ต้นมันแตกใบได้ประมาณ 3-4 ใบ ก็จะฉีดทางใบก่อน พอหลังจากนั้นต้นมันสำปะหลังได้อายุประมาณ 3-4 เดือนก็จะให้ปุ๋ยไปพร้อมกับระบบน้ำหยดเลย พอเข้าสู่เดือนที่ 7 ก็จะใส่ปุ๋ยอีกครั้งหนึ่ง จากนั้นรอให้ครอบกำหนดแล้วจึงขุดขายได้”

แนวทางนี้ทำให้การให้น้ำและธาตุอาหารไม่ได้ทำแบบหว่านไปพร้อมกันทั้งหมด แต่มีการปรับตามช่วงอายุของต้นมัน ซึ่งช่วยให้บริหารต้นทุนและดูแลต้นมันได้ง่ายขึ้น

ผลผลิต 4-5 ตันต่อไร่ 

พร้อมขายช่วงราคาดี

เมื่อมันสำปะหลังมีอายุครบกำหนด คุณสุนีย์ บอกว่า ผลผลิตที่ได้อยู่ที่ประมาณ 4-5 ตันต่อไร่ โดยมองว่าระบบน้ำหยดมีส่วนช่วยให้ต้นมันเจริญเติบโตเร็ว และสามารถจัดการแปลงได้ตามแผน

อีกจุดที่ให้ความสำคัญคือจังหวะการเก็บเกี่ยว เพราะนอกจากน้ำหนักหัวแล้ว เปอร์เซ็นต์แป้งก็เป็นสิ่งที่มีผลต่อคุณภาพ หากปล่อยให้มันสำปะหลังมีอายุครบตามกำหนด ก็มีโอกาสได้ผลผลิตที่มีเปอร์เซ็นต์แป้งดีขึ้น

ในฤดูกาลที่ผ่านมา ผลผลิตจากแปลงสามารถส่งขายได้ในราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 3.70 บาท สะท้อนให้เห็นว่า การทำมันสำปะหลังให้ได้ราคาดี ไม่ได้มาจากการเพิ่มผลผลิตเพียงอย่างเดียว แต่ต้องบริหารตั้งแต่ต้นน้ำ ทั้งพันธุ์ น้ำ ปุ๋ย การป้องกันโรค และการวางแผนเก็บเกี่ยว

คุณสุนีย์ แนะนำว่า การที่จะทำมันสำปะหลังให้ได้คุณภาพและเป็นอาชีพที่ยั่งยืน ระบบน้ำและการจัดการที่ดีถือว่าสำคัญมาก ถ้ามีการดูแลที่ดีตั้งแต่การให้น้ำและใส่ปุ๋ยจะช่วยได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ ทำแล้วมีผลกำไรมากขึ้น

Related Posts