เทคนิคเกษตร
ผู้เขียน : นายสมยศ ศรีสุโร คุณณัฏฐนันท์ วรรณศิริ หรือ “คุณแหม่ม” อยู่ที่ ซอยเทอดไท 59/1 แขวงบางหว้า เขตภาษีเจริญ กรุงเทพฯ คุณแหม่ม บอกเริ่มต้นสำหรับแรงบันดาลใจในครั้งนี้เกิดขึ้นจาก น้องใบพลู ลูกสาวคนเดียวของเธอ วัย 5 ขวบ ตัวน้องนั้นเป็นเด็กชอบรับประทานผักต้ม ในฐานะพ่อและแม่ อยากส่งเสริมให้ลูกมีนิสัยกินผักติดตัวตลอดไป เพื่อสุขภาพของตัวน้องเอง แต่ความจริงข้อหนึ่งที่เราๆ ท่านๆ ทราบเป็นอย่างดีแล้วว่า มักจะมีสารเคมีและยาฆ่าแมลงที่แฝงมากับผัก ผลไม้ต่างๆ ที่เราซื้อหามานั้น เป็นภัยเงียบที่คืบคลานเข้ามาเยี่ยมหาเราและคนที่เรารักได้ตลอดเวลา ดังนั้น ทางออกที่ดีที่สุด เราสามารถทำได้คือ ปลูกผักสวนครัวไว้กินเอง เริ่มที่ตัวเรา จากที่บ้านของเรา และหากเป็นไปได้ชวนคนใกล้ตัวหรือเพื่อนร่วมงานให้เห็นประโยชน์จากการปลูกผักสวนครัว ถึงแม้ว่าบางครั้งเราจะมีเนื้อที่เหลืออยู่เพียงเล็กน้อยก็ตาม นี่คือ ประเด็นแรก และให้มีความมั่นใจว่าสามารถลงมือทำด้วยตัวเองได้อย่างง่าย สะดวก สนุก นี่คือประเด็นต่อมา เธอบอกต่อไปว่า เริ่มจากการหาข้อมูลจากสื่อต่างๆ หนังสือ อินเตอร์เน็ต และจากประสบการณ์ตรงจากสถานที่จริงที่ได้ไปเยี่ยมหาเพ
“มะเดื่อฝรั่ง” หรือ “ฟิกส์” (FIGS) ซึ่งย้อนกลับไปเมื่อ 10 กว่าปี อาจจะเป็นผลไม้ที่แทบจะไม่ค่อยมีคนรู้จักเลยในบ้านเรา แต่เมื่อได้รับความสนใจมากขึ้นว่าเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพ มีการเผยแพร่ออกสื่อต่างๆ มีกลุ่มต่างๆ เกี่ยวกับมะเดื่อฝรั่งในโลกโซเชียล ทำให้มะเดื่อฝรั่งเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย คนทั่วไปรู้จัก ทานมะเดื่อฝรั่งเป็น มีการพัฒนาในทุกๆ ด้าน ทั้งเรื่องสายพันธุ์ที่มีการนำเข้ามาปลูกในบ้านเรานับร้อยสายพันธุ์จากทั่วโลก เทคนิควิธีการปลูก การบำรุงดูแลรักษา การเก็บเกี่ยว การบรรจุหีบห่อ การแปรรูป รวมถึงวิธีการขยายพันธุ์ที่มีการประยุกต์และพัฒนาในหลายๆ รูปแบบ เนื่องจากมะเดื่อฝรั่งเป็นอีกพืชที่สามารถขยายพันธุ์ได้หลากหลายวิธีมาก ทาง “สวนคุณลี” อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร ที่เป็นสวนหนึ่งที่เริ่มปลูกมะเดื่อฝรั่งในเชิงการค้าในยุคแรกๆ เพื่อจำหน่ายผลสด มานานเกือบ 15 ปี ซึ่งได้การตอบรับในการซื้อผลผลิตดีมาก โดยจำหน่ายได้ กิโลกรัมละ 150-300 บาท เลยทีเดียว ถือว่าเป็นผลไม้ที่มีราคาค่อนข้างดีสำหรับเกษตรกร เนื่องจากสามารถผลิตในเชิงปลอดสารพิษหรือแบบอินทรีย์ได้ตามแนวทางของแต่ละสวน เนื่องจากเป็นไม้ผลที่มีโลกและแมลงศ
หลายปีที่ผ่านมา สำนักงานปศุสัตว์อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย ได้เข้ามาสนับสนุนองค์ความรู้เพื่อพัฒนาระบบการเลี้ยงไก่ไข่ของเกษตรกรรายย่อยในพื้นที่ จากเดิมที่เคยเน้นการเลี้ยงบนกรงตับ มาเป็นการเลี้ยงแม่ไก่อารมณ์ดี ที่ใช้ระบบการปล่อยอิสระ เน้นการใช้วัตถุดิบท้องถิ่นเป็นอาหารสัตว์ เพื่อลดต้นทุนในการเลี้ยง กลายเป็นรูปแบบการเลี้ยงที่ได้รับความสนใจจากเกษตรกรในพื้นที่เป็นอย่างมาก เพราะลดต้นทุนโรงเรือน มีพื้นที่ปล่อยลานแบบอิสระ แม่ไก่มีความสุข สามารถให้ไข่ได้ มาตรฐานและปลอดสารตกค้าง เกษตรกรมีไข่ไว้บริโภคในครัวเรือน เหลือบริโภคสามารถจำหน่ายในชุมชน เลี้ยงอย่างไร สูตรการเลี้ยงแม่ไก่อารมณ์ดีนั้น แนะนำให้เกษตรกรเลี้ยงในอัตรา เพศผู้ 1 ตัวต่อเพศเมีย 5 ตัว โดยเลี้ยงไก่ 5 ตัวต่อตารางเมตร รอบโรงเรือนมีพื้นที่ปล่อยลานแบบอิสระ 10-15 ตารางเมตรต่อตัว มีรั้วสามารถป้องกันศัตรูและสัตว์พาหะได้ แม่ไก่จะเริ่มให้ไข่ฟองแรก เมื่ออายุ 4 เดือน 6 วัน ดูแลสุขภาพสัตว์ แนะนำให้เกษตรกรทำวัคซีนป้องกันโรคระบาดที่สำคัญในไก่ไข่ และการถ่ายพยาธิ รวมทั้งหมั่นสังเกตอาการ สุขภาพของสัตว์ปีก เสริมวิตามิน เกลือแร่ การจัดการสิ่งแวดล้อม
หากใครชื่นชอบการบริโภคแก้วมังกร อยากปลูกแก้วมังกรไว้กินเอง แต่มีพื้นที่น้อย ขอแนะนำให้ปลูกแก้วมังกรในกระถาง ใช้งบประมาณไม่มาก ดูแลจัดการง่ายอีกต่างหาก เริ่มจากจัดเตรียมวัสดุ-อุปกรณ์ ได้แก่ ท่อน้ำทิ้งข้างในกลวงหน้ากว้าง 4 นิ้ว ยาว 1.3 เมตร (หรือเสาไม้ก็ได้) กระถางหน้ากว้าง 50 เซนติเมตร ค้างด้านบนอาจทำจากไม้หรือปูนเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้าง x ยาว 30 เซนติเมตร ขุยมะพร้าว ดิน เชือกฟาง วิธีการปลูก 1.ใช้เสาตั้งเป็นหลักในกระถาง 2.ใส่ขุยมะพร้าวรองก้นกระถางเพื่อให้น้ำถ่ายเทได้ดี ในอัตราส่วน 1 ใน 3 ของปริมาตรกระถาง จากนั้นนำดินสำเร็จรูปผสมกับขุยมะพร้าวหรือแกลบดำใส่ลงไปในกระถางจนถึงขอบกระถาง 3.นำต้นแก้วมังกรมาปลูกให้ชิดกับเสา แล้วใช้เชือกฟางมัดต้นแก้วมังกรให้ติดกับเสา ไม่ต้องมัดให้แน่นมาก ควรผูกไว้จนกว่าต้นแก้วมังกรจะเจริญเติบโตจนพ้นหัวเสา 4.จากนั้นนำดินมากลบด้านบนของกระถางเป็นอันเสร็จ ต้นแก้วมังกรเป็นสามเหลี่ยมแต่จะมีอยู่ด้านหนึ่งที่เป็นด้านแบน ดังนั้น เวลาผูกต้นแก้วมังกรให้จับด้านแบนของต้นเข้ากับหลัก เพราะว่าด้านแบนเป็นด้านที่จะออกราก การดูแลแก้วมังกรในกระถาง 1.การรดน้ำให้รดน้ำเพียง 1 ครั้
การปลูกต้นไม้ใหญ่ภายในบริเวณบ้าน ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มพื้นที่สีเขียวหรือสร้างความร่มรื่นเท่านั้น แต่ยังช่วยลดอุณหภูมิภายในบ้าน ประหยัดพลังงาน และสร้างบรรยากาศที่น่าอยู่มากขึ้น อย่างไรก็ตาม หลายคนยังลังเลที่จะปลูกต้นไม้ขนาดใหญ่ เพราะกังวลว่ารากจะชอนไชทำลายพื้นบ้าน กำแพง หรือระบบท่อใต้ดิน ความจริงแล้ว ต้นไม้ไม่ได้มีรากที่สร้างปัญหาเหมือนกันทุกชนิด หากเลือกพันธุ์ไม้ให้เหมาะกับพื้นที่ มีระยะปลูกที่เหมาะสม และดูแลอย่างถูกวิธี ก็สามารถมีทั้งร่มเงา ความสวยงาม และความปลอดภัยต่อโครงสร้างบ้านได้ นอกจากนี้ ต้นไม้หลายชนิดยังมีความหมายเป็นสิริมงคลตามความเชื่อของคนไทย ช่วยเสริมความร่มเย็น ความเจริญ และความมั่นคงให้กับผู้อยู่อาศัย 🌿ต้นล่ำซำ ต้นล่ำซำ เป็นต้นไม้มงคลอีกชนิดหนึ่งที่หลายบ้านนิยมปลูก ทางฮวงจุ้ยถือว่าการปลูกต้นล่ำซำจะช่วยนำพาความเจริญรุ่งเรืองและความสำเร็จในหน้าที่การงานหรือธุรกิจต่างๆ มาให้แก่ผู้ปลูกและคนในบ้านด้วย ยังเป็นต้นไม้จัดสวนฟอร์มสวยที่นิยมปลูกในบริเวณบ้านเพื่อให้ร่มเงา อีกทั้งยังเป็นไม้ยืนต้นที่ใบไม่ค่อยร่วง ไม่ต้องคอยทำความสะอาดพื้นบ่อยๆ และลักษณะเป็นไม้เนื้อแข็ง ยืนต้นขนาดไม่
ปรากฏการณ์ “ซูเปอร์เอลนีโญ” คือสภาวะที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตศูนย์สูตรอุ่นขึ้นผิดปกติมากกว่าระดับปกติ หลายฝ่ายคาดว่า ปรากฏการณ์นี้จะทำให้เกิดคลื่นความร้อนรุนแรง ภัยแล้งยาวนาน และปริมาณฝนลดลงกว่าปกติ 10-30% ผู้ที่จะอยู่รอดไม่ใช่ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด แต่คือผู้ที่ปรับตัวได้ดีที่สุด เกษตรกรชาวสวนผลไม้ควรรับมือกับภาวะโลกรวนสุดขั้วในครั้งนี้อย่างไรไปหาคำตอบได้จากบทสัมภาษณ์ ผศ.พาวิน มะโนชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านลำไยของไทย ควรเตือนภัยล่วงหน้า ผศ.พาวิน มะโนชัย นักวิชาการด้านไม้ผล และเป็นอดีตรองอธิการบดี มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวว่า ทุกวันนี้อุณหภูมิโลกปรับตัวสูงขึ้นทุกปี ในปี 2570 คาดว่าจะเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ ส่งผลให้เกิดคลื่นความร้อน อุณหภูมิสูง ส่งผลกระทบทุกระยะการเจริญเติบโตของไม้ผลและผลผลิตทางการเกษตร สำหรับสวนไม้ผล เช่น สวนลำไยและลิ้นจี่ หากเผชิญสภาพอากาศร้อนสุดขั้วและขาดแคลนน้ำ จะทำให้ผลแตก หลุดร่วงได้ง่าย “ภาครัฐควรประกาศเตือนเกษตรกรล่วงหน้าว่า ช่วงไหนจะเจอภัยแล้งหรือมีฝนตกชุก เพื่อหลีกเลี่ยงการเพาะปลูกพืชในช่วงเวลาดังกล่าว โดยเฉพาะช่วงฝนตกชุกมักทำให้เกิดโรคระบาดในพืชได้ หากเกษ
แม้โรคใบด่างมันสำปะหลังจะยังคงเป็นวิกฤตสำคัญ ที่สร้างความเสียหายให้กับแปลงปลูกทั่วประเทศ แต่เกษตรกรต้นแบบในจังหวัดระยองกลับพิสูจน์ให้เห็นว่า หากเริ่มต้นด้วย “ท่อนพันธุ์สะอาด” ควบคู่กับการวิเคราะห์ดินและจัดการธาตุอาหารอย่างถูกต้อง ก็สามารถยกระดับผลผลิตได้ถึง 6 ตันต่อไร่ พร้อมลดความเสี่ยงจากโรค และเพิ่มรายได้อย่างเป็นรูปธรรม นี่คือแนวทางที่กรมวิชาการเกษตรกำลังผลักดันให้เกิดขึ้นในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังทั่วประเทศ เพื่อฟื้นศักยภาพการผลิตของพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมอาหาร อาหารสัตว์ แป้ง เอทานอล และการส่งออกของไทย คุณศศิญา ปานตั้น รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ปัญหาโรคใบด่างมันสำปะหลังในแต่ละพื้นที่ มีความรุนแรงและลักษณะการระบาดแตกต่างกัน การแก้ปัญหาจึงไม่สามารถใช้แนวทางเดียวได้ทั้งหมด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการเริ่มต้นด้วย “ท่อนพันธุ์สะอาด” เพราะโรคใบด่างเกิดจากเชื้อไวรัส ไม่สามารถรักษาให้หายได้ เมื่อแปลงปลูกติดโรคแล้ว สิ่งที่ต้องทำคือกำจัดต้นที่เป็นโรคและป้องกันไม่ให้แพร่กระจายไปยังพื้นที่อื่น กรมวิชาการเกษตรจึงเร่งถ่ายทอดองค์ความรู้แก่เกษตรกร ตั้งแต่การคัดเลือกท่อนพันธุ์ที
ปัญหาแมลงศัตรูพืชถือเป็นเรื่องที่เกษตรกรและคนปลูกผักสวนครัวต้องเผชิญอยู่เสมอ หลายคนเลือกใช้สารเคมีกำจัดแมลงเพื่อแก้ปัญหาอย่างรวดเร็ว แต่ในระยะยาวอาจส่งผลกระทบต่อทั้งสุขภาพ ผู้บริโภค สิ่งแวดล้อม รวมถึงต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น หนึ่งในวิธีธรรมชาติที่ได้รับความนิยมในระบบเกษตรอินทรีย์ทั่วโลก คือ การปลูกพืชกลิ่นฉุนหรือพืชสมุนไพรสลับหรือแซมในแปลงผัก ซึ่งอาศัยกลิ่นของพืชบางชนิดช่วยรบกวนการหาอาหารและการวางไข่ของแมลงศัตรูพืช ทำให้แมลงเข้าทำลายพืชหลักได้น้อยลง อย่างไรก็ตาม วิธีนี้ ไม่ได้ทำให้แมลงหายไปทั้งหมด แต่ช่วยลดการระบาดและทำให้ระบบนิเวศในแปลงปลูกมีความสมดุลมากขึ้น ทำไมผักกลิ่นฉุนจึงช่วยลดแมลงได้ แมลงหลายชนิดไม่ได้ใช้การมองเห็นเพียงอย่างเดียวในการหาอาหาร แต่จะอาศัย “กลิ่น” เป็นตัวนำทาง เมื่อปลูกพืชที่มีกลิ่นแรงปะปนอยู่ในแปลง กลิ่นจากน้ำมันหอมระเหยของพืชจะไปรบกวนการรับรู้กลิ่นของแมลง ทำให้แมลงหาแหล่งอาหารได้ยากขึ้น นอกจากนี้ พืชบางชนิดยังสามารถดึงดูดแมลงตัวห้ำและตัวเบียน เช่น เต่าทอง แมลงช้างปีกใส หรือแตนเบียน ซึ่งเป็นศัตรูธรรมชาติของเพลี้ยและหนอน ช่วยควบคุมแมลงศัตรูพืชอีกทางหนึ่
กระแส “ปลูกพืชไร้ดิน” หรือไฮโดรโปนิกส์ (Hydroponics) เติบโตต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนเมืองที่มีพื้นที่จำกัด คนรักสุขภาพที่อยากบริโภคผักปลอดสารเคมี รวมถึงเกษตรกรรุ่นใหม่ที่ต้องการระบบปลูกที่ควบคุมง่ายและให้ผลผลิตสม่ำเสมอ แต่ก่อนจะเริ่มลงทุน ไม่ว่าจะปลูกไว้กินเองหรือทำเป็นอาชีพ คำถามสำคัญที่หลายคนอยากรู้คือ “ปลูกพืชไร้ดินคุ้มไหม?” บทความนี้จะพาไปดูทั้งข้อดี–ข้อเสีย และสิ่งที่ต้องคำนึงถึงก่อนเริ่มต้น เพื่อให้การปลูกพืชไร้ดินของคุณเป็นการตัดสินใจที่มั่นใจและพร้อมที่สุด การปลูกพืชไร้ดิน หรือ Soilless Culture คือ การปลูกพืชในสารละลายธาตุอาหารพืช ซึ่งเป็นการปลูกพืชชนิดต่างๆ โดยอาศัยการแช่รากในสารละลายแทนการใช้ดินเพื่อให้พืชได้สารอาหารจากสารละลายโดยตรง ซึ่งเหมาะกับการปลูกพืชในพื้นที่ที่มีข้อจำกัดเรื่องคุณภาพดินหรือภูมิอากาศที่ไม่เหมะสม โดยก่อนที่จะเริ่มปลูกพืชไร้ดิน วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านชวนมาดูข้อดีข้อเสียของการปลูกพืชไร้ดิน ก่อนเริ่มลงมือเพาะปลูก ! ข้อดีของการปลูกพืชไร้ดิน 1.เพาะปลูกได้ตลอดปี เนื่องจากการปลูกพืชไร้ดินนี้ มักจะเพาะปลูกในโรงเรือนจึงทำให้ฤดูกาลที่เปลี่
ในยุคที่เทรนด์สุขภาพและการเกษตรยั่งยืนกำลังได้รับความสนใจนั้น มะพร้าวน้ำหอมจึงกลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่ตอบโจทย์ได้ทั้งสองด้าน ไม่เพียงแต่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทในอุตสาหกรรมอาหาร ความงาม และพลังงานทดแทนอีกด้วย บทความนี้จะพาไปสำรวจเรื่องราวของมะพร้าว ตั้งแต่คุณค่าทางเศรษฐกิจ ไปจนถึงนวัตกรรมที่เกิดขึ้น จากสวนมะพร้าวน้ำหอมของ คุณส้ม-ยอดหญิง พรชัยสิทธิ์ เจ้าของสวนมะพร้าวน้ำหอม Coco Cowboy ถือเป็นเกษตรกรคนรุ่นใหม่ที่เกิดและโตในครอบครัวที่คุณพ่อทำสวนมะพร้าวมาตั้งแต่จำความได้ ด้วยความคุ้นชินกับบรรยากาศสวนตั้งแต่เด็ก จึงไม่แปลกเมื่อเรียนจบการศึกษาในระดับปริญญาตรี คุณส้มได้เลือกที่จะกลับบ้านมาช่วยทำสวนมะพร้าวในปี 2561 เพื่อมารับช่วงดูแลสวนแบบเต็มตัว โดยมีเป้าหมายชัดเจนในด้านพัฒนาสินค้าในสวนให้มีมูลค่าเพิ่ม และทำให้ผลผลิตเป็นที่รู้จักในวงกว้าง พร้อมทั้งปั้นรสชาติของมะพร้าวให้มีความหวานหอมเฉพาะตัว บวกกับการดูแลสวนตามหลักวิชาการและนวัตกรรมการตรวจ DNA เป็นการยืนยันความแท้ของสายพันธุ์ ทำให้มะพร้าวน้ำหอมจากสวนของคุณส้มเป็นที่ต้องการในตลาดมากขึ้นทุกปี จากรสชาติในคว
