เกษตรอัจฉริยะ
“เมื่อ 4 ปีที่แล้ว คุณแม่ผมเสียด้วยมะเร็งต่อมน้ำเหลือง คิดว่า คุณแม่ผมก็ไม่ได้มีสุ่มเสี่ยงทางด้านอื่นๆ เพราะครอบครัวชอบกินผัก ผลไม้ อาจจะเป็นเพราะเรามองข้ามเกี่ยวกับสารตกค้าง มองเป็นเรื่องไกลตัว แต่พอเกิดขึ้นกับคนในครอบครัวก็อาจจะทำให้เราเข้าใจได้ว่า สิ่งที่เรามองว่าไกล ที่จริงมันอาจจะไม่ได้ไกลขนาดนั้น จึงเป็นที่มาของการทำแอปสินค้าเกษตร Kaspy ที่ช่วยทำให้คนตระหนักถึงปัญหาเรื่องสารตกค้าง” ปัจจุบันจะเห็นได้ว่าสินค้าหลายๆ อย่างไม่ได้มีช่องทางจำหน่ายเพียงช่องทางเดียว ผู้ขายส่วนใหญ่หันมาขายออนไลน์กันมากขึ้น ซึ่งในปัจจุบันมีแพลตฟอร์มที่ผู้ขายสามารถสร้างหน้าร้านของตัวเองได้ โดยไม่จำเป็นที่จะต้องมีหน้าร้าน เรียกได้ว่าเป็นช่องทางการขายสำคัญในยุคปัจจุบันและถือเป็นการเพิ่มกลุ่มผู้ซื้อให้กว้างขึ้น สำหรับเกษตรกรในยุคปัจจุบัน ผู้คนส่วนใหญ่หันมาปลูกผักอินทรีย์กันมากขึ้น แต่เกษตรกรบางคนปลูกได้ผลผลิต แต่หาตลาดไม่ได้ จะสร้างยอดขายของตัวเองยังไง วันนี้ เทคโนโลยีชาวบ้าน มีแพลตฟอร์มที่จะพาทุกคนไปรู้จัก เรียกว่าเป็นเกษตรครบจบในแอปเดียว “Kaspy” เป็นแพลตฟอร์มซื้อขายสินค้าเกษตรออนไลน์ ที่รวบรวมสินค้าที่หลากหล
ในยุคที่การใส่ใจสุขภาพและสิ่งแวดล้อมเป็นกระแสหลัก การเลือกบริโภคผักออร์แกนิคจึงกลายเป็นที่นิยมมากขึ้น เพราะนอกจากจะดีต่อสุขภาพแล้วยังช่วยสนับสนุนเกษตรกรรายย่อยที่มุ่งเน้นการผลิตแบบยั่งยืน วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านจะพาไปรู้จัก 3 แพลตฟอร์มที่สามารถสั่งซื้อผักออร์แกนิคสดใหม่ ส่งตรงจากฟาร์มได้เลย จะมีอะไรกันบ้าง ตามไปดูกันเลย 1.Kaspy เป็นแพลตฟอร์มซื้อขายสินค้าเกษตรออนไลน์ ที่รวบรวมสินค้าที่หลากหลาย สามารเลือกช้อปได้ 24 ชั่วโมง อัดแน่นไปด้วยสินค้าเกษตรอินทรีย์ สินค้าเกษตรไร้สาร โดยเกษตรกรเป็นผู้กำหนดราคาขายเอง เพื่อขับเคลื่อนวงการออร์แกนิกให้เติบโตอย่างยั่งยืน จุดเด่นของแอป Kaspy 1. มีการบ่งบอกมาตรฐานที่ชัดเจน พวกของสดจะมีใบรับรองที่บ่งบอกว่าเกษตรกรเจ้านี้ หรือว่าสินค้าตัวนี้มีใบรับรองเป็น GAP เป็นออร์แกนิกชนิดไหนก็ตาม หรือไม่มีใบรับรองอะไรก็ตาม ผู้ซื้อสามารถเลือกดูตรงนั้นได้ เกษตรกรก็ต้องยืนยันด้วยใบรับรองที่ยังไม่หมดอายุซึ่งทางทีมจะมีการตรวจสอบเช็กทุกๆ ปี 2. มีโครงสร้างหมวดหมู่ที่ครอบคลุมสินค้าเกษตร ที่เยอะที่สุดเมื่อเทียบกับแอปอื่นๆ 3. เก็บค่า GP ที่ไม่แพงเพียง 15% จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อสินค
ในยุคที่แรงงานภาคเกษตรเริ่มขาดแคลน แต่ความต้องการผลผลิตกลับเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อ “เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน” กลายเป็นหัวใจสำคัญของภาคเกษตรสมัยใหม่ ประเทศจีน ถือเป็นหนึ่งในผู้นำด้าน นวัตกรรมเกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture) ที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง ด้วยการลงทุนด้านวิจัย พัฒนา และนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาปรับใช้ในภาคเกษตรอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทั้งการเพาะปลูก การจัดการดิน น้ำ และแรงงาน ไปจนถึงระบบตลาด วันนี้นี้เทคโนโลยีชาวบ้านจะพาไปรู้จักกับ 5 เทคโนโลยีเกษตรสุดล้ำจากจีน ที่กำลังพลิกโฉมการทำเกษตรแบบดั้งเดิม สู่การทำเกษตรแบบใหม่ที่มีการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้ 1. ‘หุ่นยนต์กรีดยางพลัง AI’ (ซินหัว) — จีนเปิดตัวหุ่นยนต์กรีดยางเคลื่อนที่อัตโนมัติซึ่งพัฒนาโดยสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์การเกษตรเขตร้อนจีน ร่วมกับบริษัทออโตโมทีฟ วอล์กกิง เทคโนโลยี ถือเป็นก้าวสำคัญด้านระบบอัตโนมัติทางการเกษตร และถูกออกแบบมาเพื่อช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานกรีดยางพาราที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยางธรรมชาติ หุ่นยนต์ข้างต้นสามารถกรีดยางจากลำต้น 100-120 ต้นต่อชั่วโมง ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ลิเธียมซึ่ง
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับหน่วยงานเครือข่ายในระบบวิจัยทั่วประเทศ จัดงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2568 (Thailand Research Expo 2025)“ ระหว่างวันที่ 16-20 มิถุนายน ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ โดยมุ่งนำเสนอความก้าวหน้าของผลงานวิจัย นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงสู่การพัฒนาประเทศในทุกมิติ ภายใต้แนวคิด “Research for All : เชื่อมต่ออนาคตไทยด้วยวิจัยและนวัตกรรม” สำหรับเกษตรกรและผู้ที่ชื่นชอบอาชีพเกษตรห้ามพลาด นวัตกรรมเกษตรที่น่าทึ่งที่นำมาจัดแสดงในงานครั้งนี้ ได้แก่ 1.เครื่องกลั่นน้ำสมุนไพรและน้ำมันหอมระเหยจากขมิ้นชัน ผลงาน มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ภายใต้แนวคิด ”สุราษฎร์ธานีเมืองสมุนไพร ” ช่วยยกระดับอาชีพและรายได้ของเกษตรกรผู้ปลูกขมิ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านเขานาใน กลุ่มนางไพรเดิมขายขมิ้นได้กก.ละ 26-30 บาท หรือเฉลี่ย 30,000 บาท/ตัน หลังนำนวัตกรรมดังกล่าวไปใช้งาน สามารถเพิ่มรายได้มากกกว่า 1 แสนบาท จาก 3 ช่องทาง คือ ขายน้ำกลั่นขมิ้นชันมากกว่า 20,000
ในยุคที่ผู้คนหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ผักสดปลอดสารพิษและอาหารออร์แกนิกได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย หนึ่งในผักที่กลายเป็นดาวเด่นบนจานอาหารเพื่อสุขภาพก็คือ “ต้นอ่อนทานตะวัน” หรือที่หลายคนเรียกกันว่า “ผักจิ๋วพลังสูง” เพราะถึงแม้จะมีขนาดเล็ก แต่กลับอัดแน่นไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างเหลือเชื่อ “ต้นอ่อนทานตะวัน” ผักต้นจิ๋วประโยชน์สุดแจ๋วที่เป็นส่วนหนึ่งของวัตถุดิบยอดนิยมในการทำอาหารของกลุ่มคนรักสุขภาพ เนื่องจากในต้นอ่อนทานตะวันประกอบไปด้วยวิตามินมากมายที่ดีต่อร่างกาย ถ้าถามว่าในต้นอ่อนทานตะวันมีประโยชน์อะไรแอบซ่อนอยู่บ้าง บอกเลยว่าเทคโนโลยีชาวบ้านมีคำตอบให้ค่ะ อันดับแรกต้องมาทำความรู้จักกับ ‘ต้นอ่อนทานตะวัน’ กันก่อน ต้นอ่อนทานตะวัน คือต้นอ่อนที่เพิ่งงอกออกจากเมล็ดทานตะวันเพียง 7-11 วัน ซึ่งต้นอ่อนที่งอกออกมานั้นอุดมไปด้วยวิตามิน และแร่ธาตุที่ส่งผลดีต่อร่างกาย โดยมีงานวิจัย รองรับว่าในต้นอ่อนทานตะวันมีสารกาบา (gamma-aminobutyric acid) ที่ช่วยในการป้องกันโรคเบาหวาน, โรคมะเร็ง, โรคอัลไซเมอร์ และยังช่วยบำรุงผิวพรรณอีกด้วย นอกจากนี้ ตัวต้นอ่อนที่งอกมายังมีโปรตีนสูงกว่าถั
“บริษัท ซีวิค อโกรเทค จำกัด เปลี่ยนชื่อจาก “ซีวิค มีเดีย” เมื่อปี 2564 เราดำเนินธุรกิจมายาวนานกว่า 31 ปี เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2534 ในฐานะผู้บุกเบิก และผู้นำในธุรกิจ LEDs Screen ในประเทศไทย ตลอดระยะเวลาการดำเนินงาน เรามีความมุ่งมั่นในการพัฒนา เพื่อเป็นผู้นำในการส่งมอบนวัตกรรมด้าน LEDs อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน เราคือผู้เชี่ยวชาญในการวิจัย พัฒนา ผลิต และจำหน่ายป้าย LEDs Full Colour Screen Display, ป้าย LEDs, หลอด LED T8, หลอด LED BULB, LEDs Street Light และผลิตภัณฑ์ LEDs อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง การันตีคุณภาพด้วยความไว้วางใจจากลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ ส่งออกไปจำหน่ายกว่า 20 ประเทศทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ในประเทศที่ส่งออกยากที่สุด อย่างประเทศญี่ปุ่น Civic AgroTech ได้รับการรับรองมาตรฐานระบบบริหารคุณภาพ ISO 9001 : 2015 ซึ่งนับเป็นรายแรกสำหรับธุรกิจ LEDs Display ของประเทศ และมาตรฐาน ISO 14001 : 2015” คุณชิงชัย คนธรรพ์สกุล ประธานกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีวิค อโกรเทค จำกัด ผู้คร่ำหวอดในวงการธุรกิจมากว่า 30 ปี ประดิษฐ์คิดค้นและพัฒนานวัตกรรมที่ชื่อว่า “Kabinet Smart Garden ตู้ปลูกผักอัจฉริยะ” นวัตกรรมเกษต
มะม่วงเป็นผลไม้ที่นิยมปลูกกันมากในทุกภาคของประเทศไทย และคนไทยส่วนใหญ่รู้จักการแปรรูป มะม่วงสดด้วยการดอง เพื่อยืดอายุการเก็บรักษาได้นาน ทั้งนี้ ต้องผ่านการดองที่มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค จากนั้นจึงนำมาทำการแปรรูปปอกเปลือกออกแล้วนำไปแช่อิ่มหรือปรุงแต่งรสแล้วบรรจุผลิตภัณฑ์เพื่อจำหน่าย ซึ่งขั้นตอนการปอกเปลือกนั้นถือว่าเป็นหนึ่งในกระบวนการแปรรูปผลไม้ที่ส่งผลต่อคุณภาพผลิตภัณฑ์และใช้แรงงานมาก นอกจากนี้ ยังประสบปัญหาขาดแคลนเครื่องจักรกลที่ใช้ปอกอีกด้วย ประกอบกับ ผลมะม่วงของไทยมีรูปทรงรีมากกว่าสายพันธุ์ต่างประเทศที่มีรูปทรงผลค่อนข้างกลม จึงเป็นปัญหาอุปสรรคทางธุรกิจและปัญหาเชิงเทคนิคที่ต้องพัฒนาเครื่องปอกและทดลองหาเงื่อนไขการทำงานของเครื่องปอกให้สามารถปอกเปลือกได้สมบูรณ์มากที่สุด ที่ผ่านมาผู้ประกอบการมีการประยุกต์ใช้เครื่องปอกเปลือกผลผลิตทางการเกษตรในรูปแบบต่างๆ นำมาใช้งาน เช่น การปอกเปลือกฟักทองโดยการขัดผิว เครื่องปอกเปลือกมันฝรั่ง การปอกมันฝรั่งจะหมุนแยกเปลือกออกจากกัน โดยการขัดถูพ่นน้ำให้เปลือกออกจากถังพร้อมกับการไหลของน้ำ ประสิทธิภาพการปอกเปลือกและการสูญเสียเปลือกที่ 7 เปอร์เซ็นต์ 8
“มะคาเดเมีย” หรือ “แมคคาเดเมีย” อุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรต เส้นใยอาหาร แร่ธาตุ และวิตามินหลายชนิดรวมถึงไขมันไม่อิ่มตัวและสารโพลีฟีนอล (Polyphenols) ซึ่งเป็นสารพฤกษเคมีที่มีคุณสมบัติต้านสารอนุมูลอิสระ ลดภาวะการอักเสบ ลดปัจจัยเสี่ยงโรคเรื้อรัง (NCDs) ต่างๆ ช่วยลดระดับไขมันชนิดไม่ดี (IDL) ต้านเชื้อแบคทีเรีย และป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ ประกอบกับเมล็ดแมคคาเดเมียมีรสชาติมัน หอม จึงเป็นที่นิยมบริโภคและตลาดมีความต้องการสูง สถานีวิจัยเพชรบูรณ์ คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ปลูกแมคคาเดเมีย 4 สายพันธุ์ เช่น พันธุ์เชียงใหม่ 344, พันธุ์เชียงใหม่ 508, พันธุ์เชียงใหม่ 660, พันธุ์เชียงใหม่ 741 ซึ่งแต่ละสายพันธุ์จะให้ผลผลิตที่สูง และต้านทานโรคได้ดี สถานีวิจัยเพชรบูรณ์ ได้ส่งเสริมการปลูกแมคคาเดเมียและการแปรรูปเพื่อเพิ่มความมั่นคงทางอาชีพให้แก่เกษตรกรแทนการปลูกพืชเชิงเดี่ยว แต่การแปรรูปแมคคาเดเมียนั้นจะต้องใช้เครื่องจักรที่มีราคาสูง ซึ่งกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตแมคคาเดเมียส่วนใหญ่ไม่สามารถลงทุนได้ จึงนิยมขายผลผลิตแมคคาเดเมียดิบให้กับโรงงานทั้งหมด ที่ผ่านมา มีเกษตรกรพยายามแปรรูปผลแมคคาเดเมียเอง โดยใช้ใบมีดกะเทาะ
หมดปัญหา ‘ทุเรียนไม่สุก–สุกเกิน’ ด้วยเทคโนโลยี CT-Scan นวัตกรรมใหม่ที่กำลังเปลี่ยนการคัดแยกคุณภาพทุเรียนไทยอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ตลาดผลไม้ไทยกำลังเผชิญกับแรงกดดันด้านคุณภาพจากทั้งตลาดภายในประเทศและตลาดส่งออก โดยเฉพาะ “ทุเรียน” ซึ่งเป็นผลไม้เศรษฐกิจสำคัญที่มีมูลค่าการส่งออกต่อปีนับแสนล้านบาท หนึ่งในปัญหาเรื้อรัง คือ “ความไม่แน่นอนของเนื้อใน” ที่ผู้บริโภคไม่สามารถรู้ได้จนกว่าจะผ่า ปัญหานั้นกำลังถูกแก้ไขด้วยเทคโนโลยีล่าสุดจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDA ผ่านโครงการสนับสนุนทุนวิจัยที่สร้าง “นวัตกรรมจับต้องได้” อย่างแท้จริง นางสาวศิริกร วิวรวงษ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (ARDA) กล่าวว่า ในยุคที่เกษตรไทยเผชิญทั้งปัญหาแรงงานขาดแคลน ต้นทุนสูงและการแข่งขันที่เน้น “คุณภาพมากกว่าปริมาณ” การเปลี่ยนผ่านสู่ เกษตรสมัยใหม่ จึงไม่ใช่แค่แนวคิดอีกต่อไป ARDA ในฐานะหน่วยงานบริหารทุนวิจัยภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเกษตรไทยสู่อนาคต ผ่านการพัฒนาเทคโนโลยีด้าน AgriTech เช่น เกษตรแม่นยำ และ เกษตรอัจฉริยะ เพื่อยกระดับศักย
มันสำปะหลัง เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย และประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังรายใหญ่ของโลก มันสำปะหลังเป็นพืชอาหารที่มีปริมาณแป้งสูง (Carbohydrate-rich crops) เป็นวัตถุดิบสำคัญใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ อาหารสัตว์ อุตสาหกรรมเอทานอล อุตสาหกรรมอาหาร และภาคอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น การผลิตแอลกอฮอล์ กรดมะนาว เครื่องนุ่งห่ม ยา กระดาษ และเคมีภัณฑ์ ฯลฯ ทำให้แนวโน้มความต้องการมันสำปะหลังในตลาดโลกยังคงขยายตัวต่อเนื่อง ขณะที่ประเทศไทยผลิตได้เฉลี่ยต่อปีประมาณ 23-24 ล้านตัน เกษตรกรไทยจะเริ่มปลูกมันสำปะหลังตั้งแต่เมษายนเป็นต้นไป และเริ่มเข้าสู่ฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิตมันสำปะหลัง ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม โดยมีผลผลิตเข้าสู่ตลาดมากสุดตั้งแต่เดือนมกราคมถึงมีนาคมของทุกปีซึ่งการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังในปัจจุบันยังคงใช้แรงงานในการเก็บเกี่ยวเป็นหลัก โดยการตัดส่วนลำต้นออกแล้วขุดด้วยจอบหรือใช้คานงัด หรือใช้ผาลขุดติดท้ายแทรกเตอร์เพื่อช่วยทุ่นแรง หลังจากนั้นก็จะสับหัวมันออกจากเหง้าซึ่งเป็นขั้นตอนที่ต้องใช้แรงงานคนจำนวนมาก ก่อนหน้านี้ได้มีการออกแบบเครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังแบบถอนเหง้ามันสำปะหลังขึ้นจากพ
